บล็อกThai007 บล็อกไอที ความรู้ใหม่ๆ

บล็อกมีสาระ ดาวน์โหลด download ฟรี

โรคผิวหนัง ที่คุณควรรู้ไว้

ผิวหนัง (Skin) เป็นเนื้อเยื่อ ชั้นนอกสุดที่ห่อหุ้มทุกส่วนของร่างกาย แบ่งออก เป็น 2 ชั้น ชั้นนอก เรียกว่า หนังกำพร้า (Epidermis) และชั้นใน ซึ่งเรียกว่า หนังแท้ (Dermis)

ผิวหนังเป็นเนื้อเยื่อที่บอบบาง มีความหนาตั้งแต่ 0.05 มิลลิเมตร (มม.) ไปจนถึง 1.5 มม. ทั้งนี้ขึ้นกับว่าเป็นผิวหนังในส่วนใดของร่างกาย ซึ่งผิวหนังที่บางที่สุด คือ หนังตา ส่วนผิวหนังที่หนาที่สุด คือ ผิวหนังส่วนส้นเท้า

หนังกำพร้า ประกอบด้วยเซลล์ส่วนใหญ่เป็นเซลล์ชนิดที่ผลัดตัวลอกได้เมื่อเป็นเซลล์ตัวแก่ คือ เซลล์ชนิดเนื้อเยื่อบุผิว (Epithelium) นอกจากนั้นยังประกอบด้วยเซลล์สำคัญ อีกสองชนิด คือ เซลล์ชนิดเมลาโนไซต์ (Melanocyte) ซึ่งมีหน้าที่ปกป้องผิวหนังจากแสงแดด โดยมีเม็ดสีเพื่อดูดซับรังสียูวี (UV radiation)และเซลล์ชนิด เมอร์เคล (Merkel cell) ซึ่งเป็นเซลล์รับ สัมผัสจากการกดเบียดทับหรือการสัมผัสอย่างเบาๆ ทั้งนี้เซลล์ทั้งสามชนิดนี้ สามารถเปลี่ยน แปลงเป็น มะเร็งผิวหนังได้ตามชนิดต่างๆของเซลล์เหล่านั้น คือ มะเร็งผิวหนัง ชนิดเมลาโนมา (เกิดจากเซลล์ชนิดเมลาโนไซต์) ที่มีความรุนแรงโรคสูง ชนิดเมอร์เคล (เกิดจากเซลล์ชนิดเมอร์เคล) ที่มีความรุนแรงโรคปานกลาง และชนิดเกิดจากเซลล์เนื้อเยื่อบุผิว ซึ่งมีความรุนแรงโรคต่ำกว่า ทั้งสองชนิดที่กล่าวแล้ว นอกจาก นั้น ในหนังกำพร้า ยังมีเซลล์ชนิดช่วยสร้างภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่อผิวหนังและต่อร่างกายด้วยเรียกว่า เซลล์ลานเกอร์ฮานส์ (Langerhans cell)

หนังแท้ ประกอบด้วยเซลล์สำคัญ คือ เซลล์ในกลุ่มเนื้อเยื่ออ่อน (Soft tissue) เช่น เซลล์ไฟโบรบลาส (Fibroblast) ซึ่งสร้างคอลลาเจน และเพื่อคงการยืดหยุ่น ความแข็งแรง และรูปทรงของผิวหนัง นอกจากนั้นยังประกอบด้วย หลอดเลือด หลอดน้ำเหลือง และประสาทต่างๆ

ในหนังแท้ ยังมีต่อมต่างๆหลายชนิด เพื่อสร้างไขมัน สร้างเหงื่อ สร้างกลิ่น และสร้างขน เพื่อการหล่อเลี้ยง ปกป้องผิวหนัง ช่วยผิวหนังในการทำหน้าที่ต่างๆ และช่วยร่างกายขับของเสียออกทางเหงื่อ

ผิวหนังมีหน้าที่อย่างไร?

ผิวหนังมีหน้าที่หลายอย่าง คือ

  • ปกป้องเนื้อเยื่อ และอวัยวะภายในทั้งหมดจากการไม่ดูดซึมสารแปลกปลอมที่ร่างกายไม่ต้องการ หรือ ที่เป็นพิษต่อร่างกาย
  • ช่วยคงรูปร่างของร่างกาย
  • ปกป้องร่างกายจากแสงยูวีจากแสงแดด
  • ช่วยรักษาระดับอุณหภูมิภายในร่างกายให้คงที่ จากการขับเหงื่อ และจากการขยาย หรือ หดตัวของหลอดเลือด
  • ช่วยร่างกายกำจัดของเสียออกทางเหงื่อ
  • ช่วยร่างกายสร้างวิตามิน ดี โดยสังเคราะห์จากแสงแดด
  • รับความรู้สึกต่างๆ เช่น หนาว ร้อน เจ็บ กระแทก
  • ป้องกันร่างกายจากการรุกรานของเชื้อโรค และสารต่างๆ และยังสร้างภูมิ คุ้มกันต้านทานโรคทั้งของผิวหนังเอง และของร่างกาย

โรคผิวหนังมีโรคอะไรบ้าง?

ผิวหนังประกอบด้วยเซลล์หลากหลายชนิดดังกล่าวแล้ว ซึ่งเซลล์ทุกชนิดสามารถเกิดเป็นโรคได้ทั้งหมด ตั้งแต่โรคที่มีความรุนแรงต่ำ เช่น เป็นสิว ไปจนถึงโรคความรุนแรงสูง เช่น โรคมะเร็ง โดยทั่วไป แบ่งโรคผิวหนังเป็น 2 กลุ่มใหญ่ตามสาเหตุหลัก คือ

    1. โรคผิวหนังที่เกิดจากเซลล์ของผิวหนังเอง ซึ่งรวมทั้งเซลล์ของต่อมต่างๆของผิวหนังด้วย ผู้ป่วยในกลุ่มนี้มักมีอาการเฉพาะผิวหนัง ไม่มีอาการอื่นๆร่วมด้วย ซึ่งการรักษาโรคในกลุ่มนี้ อาจโดยแพทย์โรคผิวหนัง (Dermatologist/เดอร์มาโตโลจีส/แพทย์สาขา ตจวิทยา) หรือ แพทย์ทั่วไป (ซึ่งอาจปรึกษาแพทย์โรคผิวหนังในภายหลัง เมื่อผู้ป่วยมีอาการซับซ้อนทางผิวหนัง)

 

  1. อาการทางผิวหนังจากเป็นอาการหนึ่งของโรคทางร่างกายอื่นๆ เช่น มะเร็งหลอดอาหารกระจายมาผิวหนังโดยคลำได้เป็นปุ่มก้อนเนื้อที่ผิวหนัง ผื่นผิว หนังจากโรคหัด หรือ ผื่นจากการแพ้ยา หรือจากฝุ่นละออง ซึ่งโรคในกลุ่มนี้ ผู้ป่วยมักมีอาการของโรคนั้นๆร่วมด้วยเสมอ เช่น กลืนลำบาก ผอมลงมาก เมื่อเป็นมะเร็งหลอดอาหารร่วม กับโรคแพร่กระจายมายังผิวหนัง หรือ มีไข้ ปวดเมื่อยตัวเมื่อผื่นเกิดจากโรคหัด หรือมีอาการจาม มีน้ำมูก เมื่อผิวขึ้นผื่นจากแพ้ฝุ่นละออง ซึ่งแพทย์ผู้ให้การรักษาโรคในกลุ่มนี้ มักเป็นแพทย์ทั่วไป หรือ แพทย์เฉพาะทางโรคนั้นๆ ซึ่งบางครั้งจะปรึกษาขอความเห็นจากแพทย์โรคผิวหนัง ตามดุลพินิจของแพทย์ที่ให้การดูแลผู้ป่วย

อนึ่งบาดแผลจากอุบัติเหตุ เช่น มีดบาด หรือ ถูกยิง ไม่จัดเป็นโรคผิวหนัง แต่จัดเป็นผู้ป่วยด้านศัลยกรรม

โรคผิวหนังมีสาเหตุจากอะไร?

โรคผิวหนังเกิดได้จากมากมายหลายสาเหตุ ที่พบบ่อย คือ

  • ต่อมต่างๆของผิวหนังอุดตัน และ/หรือ ติดเชื้อ เช่น เป็นสิว
  • การติดเชื้อ ซึ่งติดเชื้อได้ทั้ง แบคทีเรีย ไวรัส และเชื้อรา เช่น ฝีต่างๆ กลาก เกลื้อน โรคเริม โรคงูสวัด
  • จากโรคภูมิแพ้ตนเอง (ภูมิต้านตนเอง) เช่น โรคพุ่มพวง (โรคลูปัส/Lupus)
  • จากโรคภูมิแพ้ เช่น ผื่นคันจากการสัมผัสขนสัตว์ หรือ เกสรดอกไม้
  • จากการแพ้สารต่างๆ เช่น ผื่นจากแพ้ยา
  • จากการขาดวิตามิน บางชนิด เช่น การขาดวิตามิน บี3
  • จากร่างกายมีภูมิคุ้มกันต้านทานบกพร่อง ผิวหนังจึงติดเชื้อได้ง่าย เช่น ในโรคเอดส์
  • จากโรคของเนื้อเยื่ออ่อนของผิวหนัง เช่น โรคผิวหนังแข็ง (Scleroderma) และ โรคแผลเป็นนูน
  • จากผลของฮอร์โมน เช่น การขึ้นฝ้าในคนท้อง
  • จากสูงอายุ (เซลล์ผิวหนังเสื่อมตามอายุ) เช่น กระผู้สูงอายุ
  • ไฝ ต่างๆ
  • โรคทางพันธุกรรม เช่น ปานผิวหนังชนิดต่างๆ
  • จากการถูกแสงแดดจัดเรื้อรัง นอกจากเป็นปัจจัยให้เซลล์ผิวหนังเสื่อมก่อนวัยแล้ว ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งผิวหนังด้วย

โรคผิวหนังมีอาการอย่างไร?

อาการของโรคผิวหนังขึ้นกับสาเหตุที่อาจพบได้ ได้แก่ ผิวหนังขึ้นผื่น เป็นจุดหรือเป็นดวง เป็นปื้น เป็นผื่นนูน เป็นแผ่น เป็นตุ่มนูน เป็นตุ่มเนื้อ เป็นตุ่มน้ำ เป็นตุ่มเลือด เป็นตุ่มพอง เป็นตุ่มหนอง เป็นเม็ดพอง เป็นติ่งเนื้อ เป็นถุงน้ำ เป็นแผล เป็นแผลเปื่อย เป็นแผลแตก เป็นแผลรอยแยก ภาวะหลอดเลือดฝอยพอง ปาน ไฝ หูด โรค(หูด) ก้อนเนื้อ และ/หรือ แผลเรื้อรัง ทั้งนี้ อาจร่วมกับ อาการ บวม แดง คัน และ/หรือ สีของผิวหนังผิดปกติ

แพทย์วินิจฉัยโรคผิวหนังได้อย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยโรคผิวหนังได้จาก ประวัติอาการ การตรวจร่างกาย การตรวจความผิดปกติของผิวหนัง ทั้งชนิด รูปร่าง สี และตำแหน่งที่เกิดโรค รวมทั้งการสอบถามถึงอาการร่วมต่างๆ ซึ่งบางครั้ง อาจมีการขูดผิวหนังตรวจส่องกล้องจุลทรรศน์ หรือ การเพาะเชื้อ อาจมีตรวจเลือดตามสาเหตุที่แพทย์สงสัย เช่น ผื่นในโรคเอดส์ และบางครั้งอาจตัดชิ้นเนื้อเพื่อการตรวจทางพยาธิวิทยา

รักษาโรคผิวหนังได้อย่างไร?

การรักษาโรคผิวหนัง ขึ้นกับสาเหตุ เช่น การรักษาความสะอาด เมื่อเกิดจากสิว การกินยา/ทายาปฏิชีวนะเมื่อเกิดจากติดเชื้อ และการรักษาด้วยการผ่าตัดเมื่อเป็นมะเร็ง

โรคผิวหนังรุนแรงไหม?

ความรุนแรงของโรคผิวหนัง ขึ้นกับสาเหตุ เช่น ไม่รุนแรงเมื่อเป็นสิว หรือ รุนแรงมากเมื่อเป็นมะเร็งชนิดเมลาโนมา

ดูแลผิวหนังอย่างไร? ควรพบแพทย์เมื่อไร?

การดูแลผิวหนังโดยทั่วไป และการพบแพทย์ คือ

  • รักษาความสะอาดผิวหนังเสมอ โดยการใช้สบู่ที่อ่อนโยน
  • ปกป้องผิวหนังจากแสงแดดเมื่อต้องโดนแดดจัด หรือ ทำงานกลางแจ้ง เช่น ใส่เสื้อแขนยาว ใส่หมวกปีกกว้าง และ/หรือ ใช้ยากันแดด
  • กินอาหารมีประโยชน์ครบทั้งห้าหมู่ทุกวัน (อาหารมีประโยชน์ห้าหมู่) เพิ่มผัก และผลไม้ เพื่อชะลอผิวเสื่อมก่อนวัย
  • เลือกเครื่องสำอาง และเครื่องใช้ต่างๆ ชนิดที่อ่อนโยนต่อผิว เช่น ครีมบำรุงผิว น้ำยาโกนหนวด รวมทั้งยาสีฟัน และทิชชูทำความสะอาด
  • หลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่นจัด ผิวจะแห้งมาก ผิวเสื่อมได้ง่าย
  • เลิกบุหรี่ ไม่สูบบุหรี่ เพราะสารพิษในควันบุหรี่ทำลายเซลล์ผิวหนัง และยังเป็นสาเหตุของหลอดเลือดตีบ ผิวหนังจึงเสื่อมง่ายจากขาดเลือด
  • เรียนรู้ชีวิต ควบคุมความเครียด เพราะเป็นสาเหตุของ สิว และผิวหน้าย่นได้เร็ว
  • หลีกเลี่ยงสารที่ก่ออาการแพ้ต่อผิวหนัง
  • รักษา ควบคุมโรคที่เป็นสาเหตุให้เกิดโรคผิวหนัง
  • สังเกตผิวหนังตนเองเสมอ เช่น ขณะอาบน้ำ และแต่งตัว เมื่อพบสิ่งผิดปกติ ควรพบแพทย์
  • การพบแพทย์มะเร็ง เมื่อผิวหนังผิดปกติไปจากเดิม และไม่ดีขึ้น ภายใน 1 สัปดาห์ ควรพบแพทย์เสมอ อาจเป็นแพทย์ทั่วไป หรือ แพทย์โรคผิวหนังก็ได้ หรือ เมื่อมีความกังวลในการผิดปกติของผิวหนัง ทั้งนี้เพราะโรคผิวหนัง เกิดได้จากหลากหลายสาเหตุดังกล่าวแล้ว ตั้งแต่ไม่รุนแรง ไปจนถึงโรครุนแรงอย่างโรค

อนึ่งอาการสำคัญของมะเร็งผิวหนัง คือ มีแผลเรื้อรัง แผลไม่หายหลังจากดูแลตนเองภายใน 2 สัปดาห์ หรือมีก้อนเนื้อโตเร็ว หรือ เป็นไฝ/ปาน โตเร็ว ขอบไม่เรียบ ฝังตัวลึกในผิวหนัง และแตกเป็นแผลเลือดออกเรื้อรัง ซึ่งเมื่อมีอาการเหล่านี้ ต้องรีบพบแพทย์เสมอ

ป้องกันโรคผิวหนังได้อย่างไร?

วิธีป้องกันโรคผิวหนัง เช่นเดียวกับที่กล่าวแล้วในหัวข้อ การดูแลตนเอง และการป้องกันมะเร็งผิวหนัง ซึ่งที่สำคัญคือ การหลีกเลี่ยงแสงแดดจัดเรื้อรัง ดังกล่าวแล้ว

บรรณานุกรม

  1. Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, L., Hauser, S., Longo, D., and Jameson, J. (2001). Harrison?s principles of internal medicine (15th ed.). New York: McGraw-Hill.
  2. Cutaneous conditions. http://en.wikipedia.org/wiki/Cutaneous_conditions [2011, June 30].
  3. Skin anatomy. http://emedicine.medscape.com/article/1294744-overview#showall [2011, June 30].
  • วิกิโรค
  • วิกิยา
  • สุขภาพเด็ก
  • สุขภาพผู้สูงอายุ
  • สุขภาพผู้หญิงและความงาม
  • เกร็ดสุขภาพ
  • สุขภาพทั่วไป
  • เพศศึกษา
  • BLOG
เว็บThai007.com รถตู้ ตารางเวลาวินรถตู้ บล็อกไอที อ่านวันพีช sitemap

Comments are currently closed.